ขับเคลื่อนโดย Blogger.
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำสอนอิสลาม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำสอนอิสลาม แสดงบทความทั้งหมด

คุณค่าละหมาดตะฮัจยุด

 คุณค่าของการละหมาดตะฮัจยุด

 
 

 
 
 
 

ความดีของการละหมาดตะฮัจยุดในเวลากลางคืนที่เราจะได้รับ ...อินชาอัลลอฮฺ

 
1. อัลลอฮ์ (ซ.บ) จะให้ ลิ้นของเรามีฮิกมะห์ พูดอะไรเข้าใจง่ายและอยากฟัง
2. ละหมาดตะฮัจยุด 2 รอกาอัต ดีกว่าโลก และ ทรัพสิน ที่มีอยู่
3. มีแสงสว่างในกุโบร์
4. เห็น สวรรค์ ก่อนตาย
5. ทำให้ร่างกายแข็งแรงลบล้างความชั่ว
6. คนที่ละหมาดตะฮัจยุดเป็นอิสติกอมะห์ อัลลอฮ์จะยกเกียรติสูงสุดให้แก่เขา
7. ปลอดภัยจากโรคร้าย และบาลอต่างๆ
8. เป็นเวลาที่ใกล้ชิดอัลลอฮ์มากที่สุด เพราะดุอาจะถูกตอบรับ
9. ก่อนนอน หากเราเหนียตละหมาดตะฮัจยุด แต่ไม่ตื่น เค้าก็จะได้ผลบุญนั้นเช่นกัน
10. เป็นอาม้าลของคนซอและห์
11. เป็นหัวใจของละหมาดสุนัตทั้งหมด
12. ขอดุอาเพื่อฮิดายัตทั่วโลก
13. ผุ้ปลุกคนให้ละหมาดตะฮัจยุด เขาจะได้ผลบุญเท่ากับซิเกรทั้งคืน

มาชาอัลลอฮ์ เป็นอย่างที่ท่านนบีบอกจริง ๆ ว่า ความดีนั้นมีมากมาย แต่อัสตัฆฟิรุ้ลลออ์คนทำมันน้อยเหลือเกิน

ท่านฮาฟิซ อิบนิ มาญัร ได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่านชื่อว่า มุนับบิฮัต ว่ามันคือความมืดมีอยู่ 5 ชนิด และสิ่งเดียวที่จะขจัดความมืดนี้คือ

1. ความรักต่อโลก เป็นความมืด แสงสว่างของมันคือ การตักวา
2. การกระทำบาป เป็นความมืด แสงสว่างของมันคือ การสารภาพผิด
3. ชีวิตในหลุมศพ คือความมืด แสงสว่างของมันคือ ลาอี้ลาฮาอิ้ลลั้ลลอฮ์
4. ชีวิตในวันโลกหน้า คือความมืด แสงสว่างของมันคือ การประกอบคุณงามความดี
5. สะพานซีร็อต คือความมืด แสงสว่างของมันคือ การศรัทธาอย่างมั่นคง.
      
เก็บไปคิดแล้วปฏิบัติแล้วบอกต่อ ๆ กันไปด้วยว่าสิ่งที่เอามาบอกนี้จริงไหม แล้วมีประโยชน์ต่อจิตใจการกระทำ และการดำเนินชีวิตเราอย่างไร ไม่มีคำว่าสายสำหรับการทำความดี ศาสนาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่เราสามารถปฏิบัติได้ เพียงแค่เราตักวาต่ออัลลอฮ์ ซอบัร อดทนมาก ๆ ให้คิดตลอดเวลาว่าเราต้องกลับไปหาอัลลอฮ์ วัลลอฮุอะลัม


อมีน ..ขออัลลอฮฺทรงโปรด แด่ผู้ที่ส่งบทความนี้มาเผยแพร่ด้วย..

cr. Islamsriayuthaya Alumni '25 Group

กลับสู่  >>  คำสอนของอิสลาม  |  การละหมาด



Published: By: Guru Iman - 20:49

ความประเสริฐของคืนนิสฟูซ๊ะอฺบาน


 

 
 
 

ความประเสริฐของคืนนิสฟูซ๊ะอฺบาน 


 
จากอัลกุรอ่าน ความว่า "ขอยืนยันด้วยฮามีม และคัมภีร์ที่ชัดเจนคืออัลกุรอ่านว่า แท้จริงเราได้ประทานคัมภีร์นั้นลงมา ในคืนอันเป็นศิริมงคล คือ คืนนิสฟูซ๊ะอฺบาน หรือ คืนลัยละตุ้ลกอดัร ซึ่งได้ประทานจากเลาหุ้ลม๊ะห์ฟูซมายังฟ้าชั้นที่หนึ่ง เป็นการประทานลงมาทั้งฉบับ และได้ค่อย ๆ ทยอยประทานมายังท่านศาสดามูฮัมมัดในช่วงเวลายี่สิบสามปีโดยประมาณ" 

การกล่าวที่ว่า อัลกุรอ่านได้ประทานลงมาในเดือนอันเป็นศิริมงคลนั้น เพราะ อัลกุรอ่าน เป็นคำสอนที่ให้ประโยชน์ทั้งดุนยาและอาคีเราะฮ์ และในคืนที่อัลกุรอ่านได้ถูกประทานลงมานั้น มวลมลาอีกะฮ์ได้ลงมายังผืนแผ่นดิน นำเราะห์มัตมาสู่ชาวโลก และยังเป็นคืนที่อัลลอฮ์ทรงโปรด 
        1 ตอบรับคำขอของผู้ที่ขอ
        2 เป็นเนี๊ยะมัต หรือประทานเนี๊ยะมัตตามความเหมาะสม
        3 โดยจำแนกระหว่างความเหมือนที่แตกต่าง หรือความแตกต่างที่เหมือนกัน 
 
และเรา (อัลลอฮ์) ได้แนะนำตักเตือนและจำแนกทุกสิ่งทุกอย่างที่มีความกำกวมด้วยวิทยปัญญา ด้วยความปรีชาญานอีกด้วย อันใดที่จะเกิดขึ้นในระหว่างปีต่อปี ในระหว่างคืนวันนี้ในปีนี้และคืนวันนี้ในปีหน้า  ล้วนถูกกำหนดไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นริสกีที่แต่ละคนจะได้รับ หรือความดี ความชั่ว และแม้แต่ อะมั้ล อันหมายถึงจุดดับจุดอวสานของมัคลู๊กแต่ละหน่วย ต่างล้วนถูกกำหนดขึ้นในคืนวันนี้ทั้งสิ้น
 

คืนนิสฟูซ๊ะบานนี้ มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า                  ซึ่งหมายถึง คืนที่ "พ้นไป"

กล่าวคือ คนที่เป็นศัตรูของอัลลอฮ์ก็จะพ้นไปจากสรวงสวรรค์ของพระองค์ ดัง อัล-กุรอ่าน กล่าวว่า
 
ซึ่งมีความว่า "พ้นไปจากอัลลอฮ์และรอซู้ลของพระองค์"
 
สำหรับคนดี คนที่มีความยำเกรง เขาก็จะพ้นไปจากขุมนรก และในคืนวันนี้ยังเป็นคืนที่อะมั้ลต่าง ๆ ของชาวโลกจะถูกมลาอีกะฮ์นำขึ้นไปเก็บไว้เพื่อรอวันตัดสิน 

มีรายงานจากท่านนะบี ศ้อลฯ ว่า 

เมื่อถึงคืนกลางเดือนซ๊ะอฺบาน พวกท่านจงทำอิบาดะฮ์ในคืนวันนั้น จงถือบวชกันในตอนกลางวันของวันนั้น  แท้จริงอัลลอฮ์ท่านจะลงมายังฟ้าดุนยาตั้งแต่ตะวันลับขอบฟ้าของวันนั้น
พลางกล่าวว่า
หากมีใครขออะไรฉันจะให้ หากมีใครขออภัย ฉันจะอภัยให้ หากมีใครขอริสกีฉันจะประทานให้ พระองค์ทรงพร้อมที่จะให้เช่นนี้จนถึงเวลา ญะฟัร (ดวงอาทิตย์ขึ้นของวันใหม่)

และท่านนะบี ศ้อลฯ กล่าวว่า 

ขอสาบานต่อผู้ที่ส่งฉันมาเป็นนะบีด้วยความสัจจริงว่า ใครซอละหวาตให้แก่ฉันในคืนวันนี้ เขาจะได้รับผลบุญเหมือนผลบุญของบรรดานบี บรรดารอซู้ล ตลอดจนบรรดามลาอีกะฮ์และมนุษย์ทั้งมวล

และมีรายงานจาก อะบีบัศริน บิน สะอี๊ด จากท่านศาสดา ศ้อลฯ ว่า 

เมื่อถึง คืนที่สิบสามของเดือนซ๊ะอฺบาน ญิบรีลได้มาหาฉันและกล่าวแก่ฉันว่า
 
มูฮัมมัดเอ๋ย จงลุกขึ้นเถิด ได้เวลา ตะฮัจญุด แล้ว เพื่อท่านจะได้ขอในสิ่งที่ท่านต้องการอยากให้ได้กับประชากรของท่าน
 และท่านศาสดาก็ได้ลุกขึ้นทำ ตะฮัจญุด และเมื่อถึงเวลาฟะญัร ญิบรีลได้มาบอกกับท่านศาสดาว่า


โอ้ มูฮัมมัด อัลลอฮ์ท่านได้ให้อภัยหนึ่งในสามของประชากรของท่านแล้ว ท่านศาสดาถึงกับร้องไห้แล้วเอ่ยถามญิบรีลว่า  ญิบรีลจงบอกฉันว่า อีกสองในสามของประชากรของฉันเขาเป็นอย่างไร?  ญิบรีลตอบว่า  "ไม่รู้"

และเมื่อถึงคืนวันที่สอง  (หมายถึง  คืนวันที่สิบสี่ของเดือนซ๊ะบาน) ญิบรีลได้มาหาท่านศาสดาอีก แล้วได้พูดกับศาสดาว่า

โอ้ มูฮัมมัด จงลุกขึ้นมาทำตะฮัจญุด
แล้วศาสดาก็ได้ลุกขึ้นกระทำการ ตะฮัจญุด และเมื่อถึงเวลาฟะญัร ญีบรีลก็ได้มาบอกกับท่านศาสดาว่า


โอ้ มูฮัมมัด อัลลอฮ์ท่านได้ให้อภัยสองในสามของประชากรของท่าน ท่านศาสดาก็ยังร้องไห้อีก แล้วได้ถามญิบรีลถึงอีกหนึ่งในสามประชากรว่า เขาเป็นอย่างไร? ญีบรีลก็ตอบว่า "ไม่รู้"

แล้วเมื่อถึงคืน อัล-บะรออะฮ์  (คืนนิสฟูซ๊ะบาน) ญิบรีลได้มาบอกข่าวดีกับท่านศาสดาว่า
จงดีใจเถิด  อัลลอฮ์ได้ให้อภัยแก่ประชากรของท่านทั้งหมดแล้ว  ทั้งนี้หากเขาไม่ใช่เป็นผู้ที่ชิริกในสิ่งหนึ่งสิ่งใดต่อพระองค์


แล้วญิบรีลได้ใช้ให้ท่านศาสดาแหงนขึ้นดูฟากฟ้า เมื่อท่านศาสดาแหงนขึ้นไปดูก็พบว่า ประตูสวรรค์ทุกบานถูกเปิด เห็นมลาอีกะฮ์ทั้งหมดกำลังกราบสุหยูดอยู่ เพื่อขออภัยให้แก่ประชากรของศาสดามูฮัมมัด  โดยที่ประตูที่หนึ่งมีมลาอีกะฮ์กล่าวว่า 

ความว่า "สวรรค์ตูบาเป็นของผู้ที่รูกั๊วะในคืนวันนี้" 

และประตูที่สองมีมลาอีกะฮ์กล่าวว่า 

ความว่า "สวรรค์ตุบาเป็นของผู้ที่สุหยูดในคืนวันนี้" 

และประตูที่สามมีมลาอีกะฮ์กล่าวว่า 

ความว่า "สวรรค์ตุบาเป็นของผู้ที่ซิเกรในคืนวันนี้" 

และประตูที่สี่มีมลาอีกะฮ์กล่าวว่า

ความว่า "สวรรค์ตูบาเป็นของผู้ที่ขอต่อผู้อภิบาลของเขาในคืนวันนี้" 

และประตูที่ห้ามีมลาอีกะฮ์กล่าวว่า 

ความว่า "สวรรค์ตูบาเป็นของผู้ที่ร้องไห้เพราะมีความยำเกรงต่ออัลลอฮ์ในคืนวันนี้"

และประตูที่หกมีมลาอีกะฮ์กล่าวว่า 

ความว่า "สวรรค์ตูบาเป็นของผู้ที่ทำแต่ความดีในคืนวันนี้"

และประตูที่เจ็ดมีมลาอีกะฮ์กล่าวว่า 

ความว่า "สวรรค์ตูบาเป็นของผู้ที่อ่านอัล-กุรอ่านในคืนวันนี้

และมวลมลาอีกะฮ์เหล่านั้นได้เรียกร้องกันว่า หากมีใครขออะไรเขาจะได้รับ หากมีใครรับสารภาพจะได้รับการอภัย

ท่านศาสดา ศ้อลฯ กล่าวเสริมว่า 

ความว่า "ประตูเราะฮ์มัตทุกบานถูกเปิดออกให้แก่ประชากรของฉันตั้งแต่หัวค่ำจนถึงฟะญัรขึ้น" 

พระนางอาอีซะฮ์ ร่อดิยั้ลลอฮุอันฮา กล่าวว่า: 

ฉันนอนอยู่กับท่านศาสดา ศ้อลฯ  ฉันตกใจมากเมื่อตื่นขึ้นมากลางดึกไม่พบท่านศาสดา ศ้อลฯ ฉันจึงค้นหาด้วยหัวใจที่หึงหวง ฉันคิดว่าท่านคงไปอยู่กับภรรยาคนใดคนหนึ่งของท่านในคืนซึ่งเป็นสิทธิของฉัน ฉันจึงไปหาที่บ้านภรรยาทุกคนแต่ก็ไม่พบ ฉันจึงได้ไปที่บ้านของฟาตีมะฮ์ บุตรสาวของท่าน ฉันเคาะประตูบ้าน แล้วมีเสียงถามออกมาว่า ใครเคาะประตู ฉันตอบว่า ฉัน...อาอีซะฮ์ มาเพื่อถามหาท่านศาสดา ศ้อลฯ ว่าแล้วท่านหะซัน ท่านหุเซน อาลีย์และฟาตีมะฮ์ ก็ออกมาช่วยกันค้นหา ฉันถามพวกเขาว่า เราจะไปหากันที่ไหนฯ พวกเขากล่าวกันว่า ไปหาที่มัสยิด ว่าแล้วพวกเราก็ไปกันที่มัสยิด แต่ก็ไม่พบ

ท่านอาลีย์กล่าวว่า
ท่านศาสดาจะไม่ไปไหนนอกจากที่ กุโบรบะเกี๊ยะ
พวกเราจึงไปกันที่กุโบร เมื่อเราเข้าไปใกล้บริเวณกุโบร เราได้เห็นรัศมีประกายอยู่ในกุโบร


ท่านอาลีย์กล่าวว่า
รัศมีที่เห็นนั้นต้องเป็นรัศมีแห่งท่านศาสดาแน่ เมื่อเราเข้าไปใกล้เราก็พบว่าท่านกำลังสุหยูดพลางร้องไห้ โดยไม่รู้สึกเลยว่าพวกเราไปที่นั่น
ท่านได้กล่าวในขณะสุหยูดอยู่นั้นว่า
 
ความว่า "หากท่านลงโทษพวกเขา แท้จริงพวกเขาก็คือบ่าวของท่าน และหากท่านให้อภัยพวกเขา แท้จริงท่าน คือผู้ทรงอำนาจและทรงปรีชาญาณ"

เมื่อฟาตีมะฮ์เห็นดังนั้น จึงได้เอามือยกศรีษะของผู้เป็นบิดาให้เงยขึ้นจากพื้นดิน แล้วถามว่า โอ้ผู้เป็นบิดา อันใดเกิดขึ้นกับท่าน ศัตรูจู่โจมมาหรือวะฮีประทานมา

ท่านศาสดา ศ้อลฯ กล่าวว่า โอ้ฟาตีมะฮ์ มิใช่ศัตรูจู่โจมมา และก็มิใช่วะฮีประทานมา แต่คืนวันนี้เป็นคืน "อัล-บอรออะฮ์" ฉันจึงขอจากอัลลอฮ์ 

แล้วได้เรียกอาอีซะฮ์ว่า  โอ้อาอีซะฮ์ หากกิยามะฮ์เกิดขึ้นในขณะที่ฉันกำลังสุหยูด ในขณะที่ฉันกำลังขอจากผู้อภิบาลของฉัน  ฉันต้องได้รับความช่วยเหลือแน่ ๆ 

แล้วท่านศาสดาก็ได้กล่าวกับทุก ๆ คนว่า   "หากพวกท่านปรารถนาที่จะตามฉัน  พวกท่านจงทำการสุหยูดกัน  และจงช่วยฉันขอดุดาด้วย  และได้กล่าวเสริมว่า โอ้อาลีย์ ท่านจงสุหยูดและจงไปเชิญชวนให้ผู้ชายทั้งหลายทำการสุหยูด

และกล่าวกับฟาตีมะฮ์และอาอีซะฮ์ว่า โอ้ฟาตีมะฮ์ โอ้อาอีซะฮ์ จงสุหยูดและจงไปเชิญชวนให้เด็ก ๆ และผู้หญิงทั้งหลายทำการสุหยูด...แล้ว...ทุกคนก็ทำการสุหยูดด้วยน้ำตาจนไหลเจิ่งนอง โดยรอบบริเวณที่ทุกคนสุหยูด จวบจนกระทั่งได้เวลาละหมาดซุบห์ 

โอ้ท่านผู้ที่รับฟังหรืออ่านอยู่ในขณะนี้  พวกท่านควรต้องทำการสุหยูดมากกว่าท่านเหล่านี้ เพราะความผิดของท่านทั้งหลายมีมากกว่า ท่านเหล่านี้ร้องไห้เพื่อขออภัยจากอัลลอฮ์ให้แก่พวกท่านทั้งหลาย....ไม่เป็นการพึงควรกว่าหรือ? ที่พวกท่านทั้งหลายจะได้ร้องไห้ให้แก่ตัวของท่านทั้งหลายกันเองบ้าง

จากอัลดุลลอฮ์ บุตรอุมัร กล่าวว่า ห้าเวลาที่ดุอาจะไม่ถูกปฏิเสธ คือ 

            1. ขอในคืนวันศุกร์ 

            2. ขอในคืนวันที่สิบของเดือนมุฮัรรอม

            3. ขอในคืนนิสฟูซ๊ะบาน

            4. ขอในคืนอีดิ้ลฟิตรี่ 

            5. ขอในคืนอีดั้ลอัดฮา 

อัลลอฮ์ท่านได้ทรงทำให้บางเดือนประเสริฐกว่าอีกบางเดือน  บางวันประเสริฐกว่าอีก

บางวัน บางเวลาประเสริฐกว่าอีกบางเวลา  ดังที่ให้รอซู้ลบางท่านประเสริฐกว่าอีกบางท่าน  ประชากรบางประชากรประเสริฐกว่าอีกบางประชากร

ทั้งนี้ก็เพื่อให้แต่ละชีวิตจะได้แข่งขัน รีบเร่ง ในการที่จะให้เกียรติช่วงต่าง ๆ ที่มีความสำคัญ ดวงวิญญาณจะได้คะนึงหาอยากจะมีชีวิตอยู่ในจังหวะนั้น ๆ ส่วนผลบุญในความล้ำเลิศของบางอย่างบางประการ  มากกว่าอีกบางอย่างบางประการจะเป็นเช่นใดนั้น เป็นเอกสิทธิ์แห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า

ความว่า "ดังกล่าวนั้น เป็นความกรุณาของอัลลอฮ์ที่จะทรงมอบให้แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ อัลลอฮ์เป็นผู้ที่ทรงไว้ซึ่งความกรุณาอันยิ่งใหญ่"

ท่านอัล-กอซานีย์  ได้กล่าวไว้ใน ซัรห์อัตตาอิยะฮ์ ว่า 

ดังที่พระองค์ได้ให้ความล้ำเลิศกับบางเวลา ด้วยการให้เหตุการณ์สำคัญ ๆ เกิดขึ้นในเวลานั้น ด้วยการให้คนรักมาพบกัน มาเห็นกัน พระองค์ก็ได้ให้ความล้ำเลิศของบางอะมั้ล ดีกว่าอีกบางอะมั้ลด้วย ความประเสริฐ ความบริสุทธิ์ของเจตนา และเป้าหมายแห่งการกระทำที่ได้รับแรงผลักดันมาจากสิ่งที่ดีงาม นั่นคือ ความบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮ์ ที่มิได้ปลอมปนกับเพื่อสิ่งอื่นนอกจากเพื่อพระองค์เท่านั้น

 
cr. อาจารย์อับดุลการีม (อรุณ)  วันแอเลาะ

 

กลับสู่  >>  คำสอนอิสลาม | การละหมาดตะหัจยุด

 
 
 
 
Published: By: Guru Iman - 20:47

คำศัพท์ภาษาอาหรับ

 

คำศัพท์ภาษาอาหรับ และความหมาย

 
 
ในคำสอนของอิสลามมีคำศัพท์ที่มักจะเรียกกันทับศัพท์มาจากภาษาอาหรับ หรือคำเฉพาะซึ่งอาจจะเข้าใจความกันไม่ชัดเจนนัก เรามีคำอธิบายเพื่อความกระจ่างในการทำความเข้าใจกันตามนี้
 
การละหมาด
การถือบวช
การถือศีลอด
เดือนบวช
เดือนรอมาดอน
การออกซ่ากาต
การทำฮัจย์
การรู่กัวะ
การสุหยูด
ละหมาดตะฮัจยุด
ละหมาดสุนัต
วายิบ
สุนัต
ฮาลาล
ฮารอม
เมียะรอจ
กุโบร์บาเกีัยะ
นบี
มลาอิกะฮฺ
 
 

กลับสู่  >>  คำสอนอิสลาม

 
 
 
Published: By: Guru Iman - 20:06

การรักษาสัญญา การให้อภัย คุณค่าของความดี



 

คำสอนของอิสลาม (2)

 

การรักษาสัญญา การให้อภัย คุณค่าของความดี


ครั้งหนึ่ง มีชายหนุ่มสองคนได้จับลากตัวชายอาหรับเร่ร่อนจากทะเลทรายมาหาท่านอุมัร  เพื่อตัดสินลงโทษ ท่านอุมัรถามว่า เขาทำอะไรผิดหรือ
ชายหนุ่มทั้งสองตอบว่า เขาฆ่าบิดาของเราทั้งสอง 
ท่านอุมัรจึงถามชายผู้เป้นฆาตกรว่า ทำไมจึงฆ่าเขา และฆ่าอย่างไร
เขาจึงเล่าเหตุการ์ณทั้งหมดให้ท่านอุมัรฟังว่า ผู้ตายได้นำอูฐเข้ามาในที่ของเขา เขาจึงได้ขับไล่ผู้ตายและอูฐออกจากที่ของเขา แต่ผู้ตายไม่ยอมออก เขาจึงเอาก้อนหินขว้างไปโดนที่ศรีษะ ทำให้ผู้ตายได้เสียชีวิต

ท่านอุมัรจึงตัดสินให้ประหารชีวิตเขาทันที  แต่เขาได้กล่าวขอกับท่านอุมัรว่า เขายินดีรับโทษตาม
ความผิด แต่ขอให้เขาได้กลับไปหาร่ำลาครอบครัวลูก ๆ ที่ยังเล็ก ๆ และกำลังรออาหารจากเขาก่อนได้หรือไม่ เพราะครอบครัวของเขารอเขากลับบ้านอยู่และอาจจะอดตาย
ท่านอุมัรจึงถามทุกคนว่า ในที่นี้ใครจะรับประกันเขาได้บ้าง ทุกคนเงียบ ไม่มีใครที่จะรับประกันชายแปลกหน้าเผ่าเร่ร่อนอย่างเขาได้ ท่านอุมัรจึงให้พาเขาไปยังที่ประหาร ท่านอุมัรรู้สึกเป้นกังวลถึงครอบครัวของเขามาก เพราะการประหารเขา อาจเท่ากับประหารชีวิตครอบครัว ลูก ๆ เล็ก ๆ ของเขาด้วย

เมื่อถึงที่ประหารท่านอุมัรจึงถามบุตรชายทั้งสองของผู้ตายอีกครั้งว่าท่านทั้งสองคิดเช่นไร
บุตรชายทั้งสองก้ยังยืนยันที่ต้องการให้ประหารเขาเลย ท่านอุมัรจึงถามคนอื่น ๆ อีกว่า จะมีใครกล้าค้ำประกันให้เขากลับไปหาครอบครัวก่อนประหารไหม  ทุกคนเงียบยกเว้นผู้เฒ้าคนหนึ่งที่ชื่อ อบูซัรริน ซอฮาบะฮ์ผู้อาวุโสของรอซูลุ้ลลอฮ์ (ซล)

ท่านได้ลุกขึ้นยืนและกล่าวว่า ฉันขอรับประกันเขาเอง ท่านอุมัรจึงถามว่า ท่านรู้จักเขาหรือ
อบูซัรริน กล่าวฉันไม่รู้จักเขา
ท่านรู้อะไรเกี่ยวกับเขาบ้างไหม ท่านอุมัรถาม
ท่านอบูซัรรินกล่าวว่า ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย
ท่านอุมัรจึงกล่าวว่าแล้วท่านกล้ารับประกันเขาหรือ
อบูซัรรินก้ยังยืนยันรัปประกันเขาเหมือนเดิม
ท่านอุมัรจึงให้เวลาเขาสามวันที่จะกลับไปหาครอบครัว และให้กลับมาก่อนดวงอาทิตย์ตกของวันที่สาม โดยมีอบูซัรรินเป็นผู้ค้ำประกันด้วยชีวิต

และสามวันหลังจากนั้น หลังละหมาดอัสริ ชายผู้นั้นก็ยังไม่กลับมา ท่านอุมัรมองท่านอบูซัรรินที่นั่งอยู่ข้างหน้าด้วยความกังวลใจเป็นที่สุด แต่ท่านอบูซัรรินกลับนั่งอย่างสงบนิ่ง และทุกคนต่างเฝ้ามองดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าด้วยหัวใจที่คิดว่าวันนี้ทำไมดวงอาทิตย์จึงเดินเร็ว

แต่ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้า ก็ปรากฏชายอาหรับเร่ร่อนผู้นั้นได้กลับมาทันตามสัญญา
ท่านอุมัรได้กล่าว อัลลอฮุอักบัร ๆ ด้วยเสียงอันดัง พร้อมการกล่าว อัลลอฮุอักบัร ของผู้ที่อยู่ในมัสยิดทั้งหมด 
หลังจากนั้นท่านอุมัรจึงถามเขาว่า ทำไมเจ้าจึงกลับมา
เขากล่าวตอบว่า ถ้าฉันไม่กลับมาฉันกลัวว่าผู้คนจะไม่รักษาสัญญากันอีก
แล้วท่านอุมัรจึงได้หันไปถามท่านอบูซัรรินว่า แล้วทำไมท่านจึงกล้ารับประกันให้เขา
ท่านอบูซัรรินได้กล่าวตอบว่า เพราะฉันกลัวความดีของผู้คนจะหายไป
ท่านอุมัรจึงได้หันไปถามบุตรชายทั้งสองของผู้ตายว่า แล้วท่านทั้งสองคิดว่าอย่างไร 
บุตรชายทั้งสองของผู้ถูกตายก็กล่าวว่า เราทั้งสองอภัยให้เขาแล้ว ด้วยความดีของเขา อย่าประหารเขาเลย
ท่านอุมัรจึงถามว่า ทำไมท่านทั้งสองจึงอภัยแก่เขา
บุตรทั้งสองของผู้ตายจึงกล่าวว่า เพราะเรากลัวว่าผู้คนจะไม่มีการให้อภัยกันอีก
เมื่อทั้งสองกล่าวตอบแก่ท่านอุมัรดังนั้นแล้ว เสียงกล่าว อัลลอฮุอักบัร ได้ดังกระฮึ่มไปทั่วมัสยิด พร้อมกับน้ำตาแห่งการให้อภัยซึ่งกันและกันบนใบหน้า และสองแก้มของคนทั้งมัสยิด อัลลอฮุอักบัร ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

อมีน ..ขออัลลอฮฺทรงโปรด แด่ผู้ที่ส่งบทความนี้มาเผยแพร่ด้วย..



cr. Thammasart Muslim Club

กลับสู่  >>  คำสอนของอิสลาม

Published: By: Guru Iman - 18:00

คำสอนอิสลาม

 

คำสอนอิสลาม

คำสอนที่ควรสืบทอด

 

Bismillah..

ด้วยพระนามของอัลลอฮ์..


เมื่อเรากำลังประสบกับความยากลำบาก อุปสรรคต่าง ๆ ในชีวิต ลองอ่านบทความนี้เป็นสิ่งกระตุ้นเตือนใจ และเพิ่มความศรัทธา ..กำลังใจที่ดีของเราเอง

*โอ้บ่าวของอัลลอฮ์ ผู้ใดที่ตกอยู่ในความยากลำบากจากการงานต่างๆของเขา และแบกรับภาระหนี้สิน และภาระในการชดใช้ในหนี้สิน ให้เขามุ่งหน้าสู่การวิงวอนร้องขอจากอัลลอฮ์ ตะอาลา

جاء في الترمذي وغيره عن علي رضي الله عنه أَنَّ مُكَاتَبًا جَاءَهُ فَقَالَ إِنِّي قَدْ عَجَزْتُ عَنْ كِتَابَتِى فَأَعِنِّى ، قَالَ: أَلاَ أُعَلِّمُكَ كَلِمَاتٍ عَلَّمَنِيهِنَّ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ لَوْ كَانَ عَلَيْكَ مِثْلُ جَبَلِ صِيرٍ دَيْنًا أَدَّاهُ اللَّهُ عَنْكَ ؟ قَال: (( قُلِ اللَّهُمَّ اكْفِنِى بِحَلاَلِكَ عَنْ حَرَامِكَ، وَأَغْنِنِى بِفَضْلِكَ عَمَّنْ سِوَاكَ)).

บันทึกในอัตติมีซีย์ และอื่นๆ จากอะลี ร่อฏิยัลลอฮู่อันฮุ่

แท้จริงได้มีทาสที่ทำสัญญากับนายตัวเองในการไถ่ถอนตัว ได้มาหาท่านอะลี
และกล่าวว่า: ฉันไม่สามารถไถ่ถอนตัวเองได้ ท่านโปรดช่วยฉันด้วยเถิด
ท่านอะลี กล่าวว่า: ฉันไม่ได้สอนท่านหรอกหรือ? ถึงถ้อยคำต่างๆ ที่ท่านนบีได้สอนมันแก่ฉัน ถึงแม้ว่าหนี้ของท่านจะมากเท่ากับภูเขา อัลลอฮ์ก็จะทรงช่วยปลดหนี้นั้นแก่ท่าน

ท่านอะลีก็กล่าวว่า:” จงกล่าวเถิด โอ้อัลลอฮ์ โปรดให้ความพอเพียงแก่ฉันในสิ่งที่ฮาลาลของพระองค์ จากสิ่งที่ฮะรอมของพระองค์ และให้เราพอเพียงจากผู้อื่น ด้วยความโปรดปรานของพระองค์ด้วยเถิด”

*โอ้บ่าวของอัลลอฮ์ และในจุดยืนนี้ จำเป็นอย่างยิ่งต่อเจตนาที่สัจจริง เมื่อคนใดที่ได้เอาทรัพย์สินจากผู้อื่นด้วยการยืม หรือการเป็นหนี้ ด้วยการเจตนาให้ดี ที่จะนำมาคืนให้แก่เจ้าของ และปลดหนี้นั้นให้ได้ ดังนั้นเขาจะได้รับปัจจัยยังชีพเพิ่มพูน และความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์

جاء في صحيح البخاري عن أبي هريرة رضي الله عنه قال : قال رسول الله صلى الله عليه وسلم : (( مَنْ أَخَذَ أَمْوَالَ النَّاسِ يُرِيدُ أَدَاءَهَا أَدَّى اللَّهُ عَنْهُ ، وَمَنْ أَخَذَ يُرِيدُ إِتْلاَفَهَا أَتْلَفَهُ اللَّهُ)) .

บันทึกในซ่อเฮียะห์บุคอรีย์ จากอบีฮุร็อยเราะห์ ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุ่ กล่าวว่า

ท่านร่อซูล กล่าวว่า: “ผู้ใดที่ได้เอาทรัพย์สินจากผู้อื่น และเขาต้องการที่ชดใช้มัน อัลลอฮ์ก็จะทรงช่วยเขาในการชดใช้มัน และผู้ใดที่เอาทรัพย์สินจากผู้อื่น และต้องการที่จะใช้ให้หมดไป(โดยไม่คิดจะคืนมัน) อัลลอฮ์ก็จะให้ทรัพย์สินนั้นหมดไป (โดยที่เขาไม่สามารถหามาคืนได้)”

وروى الإمام أحمد عن عائشة رضي الله عنها قالت : قال رسول الله صلى الله عليه وسلم: ((مَا مِنْ عَبْدٍ كَانَتْ لَهُ نِيَّةٌ فِى أَدَاءِ دَيْنِهِ إِلاَّ كَانَ لَهُ مِنَ اللَّهِ عَزَّ وَجَلَّ عَوْنٌ)) .

รายงานโดยอิหม่ามอะห์มัด จากท่านหญิงอาอิชะห์ ร่อฏิยัลลอฮู่อันฮา กล่าวว่า

ท่านร่อซูลุลลอฮ์ กล่าวว่า:” ไม่มีบ่าวคนใดที่มีเจตนาที่ดีในการชดใช้หนี้ของเขา เว้นแต่สำหรับเขานั้นจะได้รับความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์”

وروى النسائي عن ميمونة رضي الله عنها عن النبي صلى الله عليه وسلم أنه قال : (( مَا مِنْ أَحَدٍ يدانُ دَيْنًا فَعَلِمَ
اللَّهُ أَنَّهُ يُرِيدُ قَضَاءَهُ إِلاَّ أَدَّاهُ اللَّهُ عَنْهُ فِى الدُّنْيَا )).

รายงานโดยนะซาอีย์ จากท่านหญิงมัยมูนะห์ ร่อฏิยัลลอฮุอันฮา

จากท่านนบี กล่าวว่า:” ไม่มีใครที่เป็นหนี้สิน และอัลลอฮ์ทรงรู้ดีว่าเขาต้องการชดใช้มัน เว้นแต่อัลลอฮ์จะช่วยเหลือให้เขาชดใช้มันในดุนยา”

*โอ้บ่าวของอัลลอฮ์ การขอบคุณต่ออัลลอฮ์นั้นจะเพิ่มพูนทรัพย์สิน และรักษาความโปรดปรานที่มีอยู่ และได้มาซึ่งความโปรดปรานที่ขาดหายไป ดังที่อัลลอฮ์ทรงตรัสไว้ว่า

{وَإِذْ تَأَذَّنَ رَبُّكُمْ لَئِن شَكَرْتُمْ لأَزِيدَنَّكُمْ وَلَئِن كَفَرْتُمْ إِنَّ عَذَابِي لَشَدِيدٌ }[إبراهيم:7] .

“และจงรำลึกขณะที่พระเจ้าของพวกเจ้าได้ประกาศว่า หากพวกเจ้าขอบคุณ ข้าก็จะเพิ่มพูนให้แก่พวกเจ้า และหากพวกเจ้าเนรคุณ แท้จริงการลงโทษของข้านั้นสาหัสยิ่ง”

*หมั่นในการขออภัยโทษและการกลับเนื้อกลับตัวสู่อัลลอฮ์ ตะอาลา ผู้ทรงให้อภัยเสมอ เป็นสิ่งที่จะทำให้ได้มาซึ่งปัจจัยยังชีพ ทั้งความดีงาม และความจำเริญ

{وَأَنِ اسْتَغْفِرُواْ رَبَّكُمْ ثُمَّ تُوبُواْ إِلَيْهِ يُمَتِّعْكُم مَّتَاعاً حَسَناً } [هود:3] .

“และพวกท่านจงขอนิรโทษจากพระเจ้าของพวกท่าน แล้วจงกลับเนื้อกลับตัวต่อพระองค์ พระองค์จะทรงให้ปัจจัยแก่พวกท่านซึ่งปัจจัยที่ดี. “

يُرْسِلِ السَّمَاءَ عَلَيْكُمْ مِدْرَارًا (11) وَيُمْدِدْكُمْ بِأَمْوَالٍ وَبَنِينَ وَيَجْعَلْ لَكُمْ جَنَّاتٍ وَيَجْعَلْ لَكُمْ أَنْهَارًا }[نوح:9-12] .

“ข้าพระองค์ได้กล่าวว่า พวกท่านจงขออภัยโทษต่อพระเจ้าของพวกท่านเถิด เพราะแท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงอภัยโทษอย่างแท้จริง พระองค์จะทรงหลั่งน้ำฝนอย่างมากมายแก่พวกท่าน และพระองค์จะทรงเพิ่มพูนทรัพย์สินและลูกหลานแก่พวกท่าน และจะทรงทำให้มีสวนมากหลายแก่พวกท่าน และจะทรงทำให้มีลำน้ำมากหลายแก่พวกท่าน.”

*โอ้บ่าวของอัลลอฮ์ การติดต่อกับเครือญาติจะทำให้ปัจจัยยังชีพนั้นกว้างขวาง

ในบันทึกของซ่อเฮียะห์ทั้งสอง จากฮะดิษของอบีฮุร็อยเราะห์ ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุ่
จากท่านร่อซูล กล่าวว่า:

((مَنْ سَرَّهُ أَنْ يُبْسَطَ لَهُ فِى رِزْقِهِ ، وَأَنْ يُنْسَأَ لَهُ فِى أَثَرِهِ ، فَلْيَصِلْ رَحِمَهُ )).

” ผู้ใดชอบที่จะให้ปัจจัยยังชีพของเขานั้นกว้างขวาง และให้อายุของเขานั้นยืนยาว ดังนั้นเขาจงติดต่อกับเครือญาติ”

*โอ้บ่าวของอัลลอฮ์ การจ่ายค่าเลี้ยงดู และ บริจาคทานในหนทางของอัลลอฮ์ จะเพิ่มพูนปัจจัยยังชีพและได้มาซึ่งความจำเริญ ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า :

{وَمَا أَنفَقْتُم مِّن شَيْءٍ فَهُوَ يُخْلِفُهُ وَهُوَ خَيْرُ الرَّازِقِينَ }[سبأ:39]

และอันใดที่พวกเจ้าบริจาคจากสิ่งใดก็ดี พระองค์จะทรงทดแทนมัน และพระองค์นั้นทรงเป็นผู้ดีเลิศแห่งบรรดาผู้ประทานปัจจัยยังชีพ

และท่านนบี ยังได้กล่าวไว้อีกว่า

((مَا نَقَصَتْ صَدَقَةٌ مِنْ مَالٍ ))

การบริจาคทานไม่ทำให้ทรัพย์สินนั้นบกพร่องลง

อมีน .. ขอพระองค์ทรงโปรด แด่ผู้ส่งข้อความนี้

ด้วยรักและศรัทธา


กลับสู่  หน้าแรก >> อัลกุรอ่าน >>

.
Published: By: Guru Iman - 06:52

 

Ads